## Watdevarajvenezia Italia 2012 ##
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by Watdevarajvenezia Italia 2012

        Admin


 
 
Story
สตอรี่บ้านนา โดย. พระมหาวินัย วินยธโร

อังคาร ที่ 24 เดือน กันยายน พ.ศ.2556

 



 

 

สตอรี่บ้านนา
โดย.พระมหาวินัย วินยธโร
--------------------

 

 

ณ โรงเรียนประถมชนบทอันไกลโพ้นแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครราชสีมา

เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่10อย่างด้วยกัน     เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่10อย่างด้วยกัน.....

หนึ่งนับถือศาสนา...สอง รักษาธรรมเนียมมั่น...สามเชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์...สี่วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน...ห้ายึดมั่นกตัญญู...หกเป็นผู้รู้รักการงาน....เจ็ดต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจ ไม่ค้าน...แปดรู้จักออมประหยัด...เก้าต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล

น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา...สิบทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา เด็กสมัยชาติพัฒนาต้องเป็นเด็กที่พาชาติไทย เจริญ

 

เสียงเพลงนั้น  ยังได้ยินก้องหูอยู่เสมอ  นึกถึงตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็ก จำได้ว่าก่อนที่จะเคารพธงชาติตอนแปดโมงเช้าหน้าเสาธงโรงเรียน จะได้ยินเพลงนี้ทุกวัน และผู้เขียนก็ร้องทุกวันจนขึ้นใจ   นึก ๆ ไปแล้วนี่ก็ผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว  แต่ก็ยังจำภาพตอนเป็นเด็กได้ดีอย่างไม่เลยลืมเลือน   ผู้เขียนเองจะเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ซึ่งเวลาเข้าแถวหน้าโรงเรียนจะอยู่หน้าเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นที่ตัวโตกว่า เรียงไปจนถึงคนที่ตัวสูงที่สุดจะอยู่หลังสุด  (โดยปริยายผู้เขียนจะอยู่หน้า ครูก็จะคอยเดินตรวจดูนักเรียนว่าจะร้องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีกันได้ไหม  ผู้เขียนซึ่งอยู่หน้าเพื่อนร่วมชั้นก็จำเป็นต้องร้องให้ได้.เพราะอยู่หน้าเพื่อนคนอื่น..)  มีบ้างครั้งที่ต้องทำปากขมุบขมิบ เพราะร้องไม่ได้ .. นึก ๆ ไปก็ขำตัวเองอยู่เหมือนกัน 

 

มีครั้งหนึ่ง หน้าเสาธงหลังจากเคารพธงชาติเสร็จแล้ว ครูไม่ได้บอกก่อนว่าจะตรวจเล็บมือ วันนั้นผู้เขียนและเพื่อนร่วมชั้น ป. 5 ทุกคนเล็บมือยาวกันหมด (ก็ครูเล่นไม่บอกก่อนจะตรวจ)  ซึ่งการตรวจของครูก็จะตรวจตั้งแต่เด็ก ป.1 กว่าจะถึง ป.5 ก็ใช่เวลานานอยู่เหมือนกัน ในขณะนั้น พี่ ป.6 คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิง (ชื่อพร) ได้ยื่นคัตเตอร์มาให้ ผู้เขียนเองก็ใช่คัตเตอร์นั้น ตัดเล็บจนเสร็จก่อนครูมาตรวจถึง (มาคิด ๆ ดู วันนั้นเราตัดไปได้ยังไง ไม่กลัวมีดบาดมือ หรือเรากลัวครูมากว่า ..555)  พอครูมาถึงเล็บมือก็สั่นพอดี ถึงแม้ว่าจะตัดไม่สวยเท่าไร แต่ก็ทำให้รอดพ้นจากการโดนตีได้ (ซึ่งการตีของครู จะใช้ด้านหลังของแปลงลบกระดาน แล้วให้นักเรียนที่เล็บยาวเอาปลายมือชิดกัน แล้วตี )  พวกเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างหลังโดนตีกันเป็นแถว ผู้เขียนก็รอดไปด้วยคัตเตอร์อันนั้นของพี่ ป.6  ขอบคุณครับ

 

เช้าวันนี้ (21 มีนาคม 2556) หลังจากเขียนธรรมะประจำวันแล้ว ได้เปิดดูรูปภาพที่ถ่ายตอนกลับบ้านเกิดที่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ดูไปๆ ไปสะดุดอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพที่เด็ก ๆ หลังจากเลิกเรียนแล้ว ได้นัดกันมาเตะบอลที่ทุ่งนา  ที่รถไถนาพึ่งจะเกรตเอาตอข้าวที่แห้งแล้วไปไว้บนคันนาทำให้ในนานั้นราบเรียบ เหมาะแก่การเตะบอลเป็นยิ่งนัก   เด็กผู้ชายก็สนุกสนานกับการเตะบอล เด็กผู้หญิงก็เล่นกระโดดยางกันอย่างสนุกสนาน  มีบางครั้งเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเตะบอลกับเด็กผู้ชายด้วย ..ซึ่งที่เล่นเตะบอลของเด็กนั้น ก็อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านของผู้เขียน ผู้เขียนเลยได้ถ่ายภาพนี้ พร้อมความรู้สึกที่พรั่งพรูอยู่ในสมอง อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง  ( เคยได้ยินเพลงของพี่เสกโลโซร้องว่า  ฉันเหมือน 14 อีกครั้ง...  ผู้เขียนเองก็อยากกลับไปเป็นเด็ก...11 อีกครั้ง...จัง)

 

การกลับไปบ้านเกิดคราวนี้ของผู้เขียน สิ่งต่าง ๆ ภายในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นถนนกลางหมู่บ้านกลายเป็นคอนกรีต  รถแล่นคนเดินได้อย่างสะดวกสบาย  ยังจำได้สมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก เวลาที่ฝนตกหนักในฤดูฝน  ข้าวเขียวขจีในทุ่งนา น้ำฝนเอ่อนองเต็มทุ่งนา ล้นทุ่งนาไหลเข้ามาตามถนนกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นดิน  เมื่อน้ำไหลมาตามถนนก็จะเป็นโคลนตม รถไม่สามารถวิ่งผ่านได้   เด็ก ๆ ก็จะพากันวิ่งไล่จับปลาที่มากับน้ำอย่างสนุกสนาน  พร้อมเสียงแว่ว ๆ ของแม่มาแต่ไกลว่า " ฝนตกฟ้าฮ้อง พวกมึงกะหยังซิพากันไปเล่นอยู่น้อ เข้ามาทะแหม้  ฟ้าซิผ่าหัวมึงเด้" อันนี้เป็นภาษาท้องถิ่นอีสาน  แปลเป็นไทยว่า "ฝนตกฟ้าร้อง พวกมึงก็ยังพากันไปเล่นน้ำอยู่นะ เข้ามาในบ้านเดี่ยวนี้  ฟ้าจะผ่าหัวเอานะ" 

 

ปัจจุบันถนนกลางหมู่บ้านกลายเป็นคอนกรีต  รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์วิ่งกันให้พลุกพล่าน สมัยเมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กจะหารถสักคันวิ่งผ่านถนนหน้าบ้านก็ไม่มี  นาน ๆ จะได้ยินเสียงรถอีแต๋นดังมาแต่ไกล เป็นที่รับรู้ทั่วกันได้ว่า..นั่นคือรถของพ่อผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง

เรื่องของรถยนต์ที่วิ่งมาในหมู่บ้านนั้น  ก็เป็นที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่ง  หมู่บ้านของผู้เขียนจะอยู่กลางทุ่งนาอันไกลโพ้น รถคันไหนจะวิ่งมาในหมู่บ้าน จะต้องเห็นก่อนเสมอ และจะรับรู้ได้ว่ารถใคร รถอะไร และมาทำไม    สมัยผู้เขียนเป็นเด็กการที่มีรถวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก  เพราะต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะมีรถขับ หรือไม่ก็บรรดาข้าราชการเจ้าหน้าที่ที่มาติดต่อผู้ใหญ่บ้าน หรือมาโรงเรียนเท่านั้น

 มีครั้งหนึ่ง  ผู้เขียนและเพื่อน ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าน่าจะเรียนอยู่ ป. 4 วันนั้นเป็นวันหยุด พวกเรา  (เด็ก ๆ  4-5 คน)  นัดกันจะไปยิงนก ยิงกระปอม ฯลฯ  หมายมั่นปั่นมือว่าจะยิงให้ได้เยอะ ๆ จะเอามาทำลาบกินกัน           ในบรรดาเพื่อน ๆ ผู้เขียนจะเป็นเด็กตัวเล็กที่สุด และที่สำคัญผู้เขียนเองจะถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียนอยู่เสมอว่า "ยิงอีหยังกะบ่ถูก ยิงกะบ่แม่น ไปกับบักนี้บ่หมานเลย "   ก็เป็นจริงตามที่เพื่อนล้อ เพราะผู้เขียนเอง แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ไม่ว่าจะยิงนก ยิกกระปอม ใส่เบ็ดหาปลา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ ผู้เขียนจะชอบไม่มีโชคด้านนี้ ขนาดกระปอมอยู่ใกล้ ๆ ผู้เขียนยังยิงพลาด หรือมีครั้งหนึ่ง ยามพลบค่ำนกกลับรัง บนต้นบักหุ่ง (มะละกอ) จะมีนกกระจอกจับอยู่จำนวนมาก คือประมาณว่ายิงยังไงก็ถูก เพราะนกกระจอกเต็มต้นมะละกอ เพื่อน ๆ ก็ให้ผู้เขียนลองยิง ผลปรากฏว่า..ตามเคย ไม่โดน ไม่ถูก นี่จริงเป็นเหตุให้เพื่อนล้ออยู่เรื่อยมา......

 

ย้อนกลับมาวันนั้น พวกเราทั้ง 4-5 คน เดินไปตามถนนลูกรังทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมอาวุธครบมือ (หนังสะติ๊ก ลูกหล่อ ลูกหิน) เต็มย่าม   (ย่ามไปขอหลวงพ่อที่วัดมา)  ซึ่งท่านก็ใจดีให้ย่ามเก่า ๆ พวกเรามา 2 ใบ ผู้เขียนในฐานะที่ยิงไม่แม่น (เพื่อน ๆ ลงความเห็นกันอย่างนั้น) ก็จำเป็นต้องเป็นผู้สะพายย่ามพร้อมกระสุนลูกหล่อ ลูกหินอันหนักอึ้ง  พร้อมเป็นฝ่ายสนับสนุนอาวุธอย่างเต็มที่ และมีเพื่อนอีกคนซึ่งก็คงยิงแม่นกว่าผู้เขียนหน่อย..หรือเปล่า ?  แต่ก็น้อยกว่าพวก 2-3 คนนั้น สะพายย่ามลูกกระสุนเหมือนผู้เขียน  ......

 

พวกเราทั้งหมดเดินมาตามถนนลูกรังอย่างอารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็กระโดนโลดเต้นดีใจที่จะได้ไปโชว์ฝีมือความแม่น....พวกเราเดินมาเรื่อย ก็ต้องหยุดชะงักกับเสียง ๆ หนึ่ง ซึ่งดังมาแต่ไกล  ไอ้คนโตสุดบอกพวกเรา  เห้ยยยย...เงียบก่อน    พวกเราทั้งหมดก็พากันเงียบ และเสียงที่ทำให้พวกเราหยุดกันหมดนั้นคือเสียงรถยนต์ มองไกล น่าจะเป็นรถตู้ด้วย  ไอ้คนโตพอเห็นอย่างนั้นก็บอกพวกเราทุกคน เห้ยยย รถตู้.....   พูดถึงรถตู้ สมัยผู้เขียนเป็นเด็ก คำว่ารถตู้นี้จะอยู่ในหู ในหัวสมองเสมอ ๆ พ่อ แม่ ครู ญาติพี่น้องจะบอกประจำๆ ว่าอย่าไปใกล้รถตู้   (สมัยนั้นจะมีพวกรถตู้ออกตะเวนหาเด็กไปเป็นขอทาน ..ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น ) ซึ่งเรียกรถตู้นั้นว่า...รถจับเด็กน้อย     พวกเราพอได้ยินดังนั้น ก็พากันรีบวิ่งหลบข้างถนนซึ่งเป็นคันนา พอรถนั้นยิ่งผ่านไป ก็พากันออกมาจากคันนา และพากันโล่งใจไปตาม ๆ กัน  ..เฮ้ยยยย รอดแล้ว ๆ มันไปแล้ว  เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น  /     เพื่อนอีกคนถามขึ้นมาว่า..เฮ้ย..มันรถอีหยังว่ะ..แม่นรถจับเด็กน้อยบ่ว่ะ  พวกเราทุกคนก็พากันส่ายหัวและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...จักแล่ว..ซิไปฮู้ได้จั่งได่  หลบก่อนแหล่ว หามันจับไปซิเฮ็ดจั่งได่..../  แล้วพวกเราทุกคนก็พากันออกเดินไปสู่ทุ่งนาอันกว้างใหญ่..เพื่อไล่ล่าหาสิ่งที่ใจพวกเราต้องการ นั้นคือนก กระปอม ฯลฯ และที่สำคัญพวกเรากำลังจะได้ทดสอบฝีมือความแม่นยำว่า ไผ่เป็นไผ่.....หึ ๆๆๆๆ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...

 

 

ตอนที่ 2   ทุ่งนาอันกว้างใหญ่

 

หลังจากที่รถตู้คันนั้น  วิ่งผ่านไปแล้ว   พวกเรา ( ตั้ม ตัวโตสุด  ป๊อก  ต้อม  เอก และผู้เขียน )  ก็ค่อย ๆ ย่องออกมาจากที่หลบภัย (คันนา)ข้างถนน   โล่งอกไปตาม ๆ กัน ...เห้อ..รอด ๆ เสียงป๊อกแทรกขึ้นมาอย่างโล่งใจ     จากนั้นพวกเราก็รวมพลเดินต่อไปบนถนนลูกรังอันแสนทรหด (นึก ๆ ไปก็สงสารร้องเท้าดาวเทียมคู่นั้น ที่ต้องมาคอยรองรับก้อนหินแทนเท้า ขอบคุณดาวเทียมครับ )     ระหว่างเดินไปนั้น พวกเราก็สาดส่องสายตามองหาลูกหินลูกเหมาะ ๆ บนถนนลูกรังไปด้วยและเก็บเข้าย่ามอย่างสบายใจ

 

 พวกเราเดินมาตามถนนลูกรังมาสักพัก  ทันใดนั่นเอง ตั้ม  ตะโกนขึ้นว่า...เห้ยยย บักม่วง ๆ (มะม่วง)  เฮามาลองยิงบักม่วงเบิ่งบ่  ผู้ได่ซิแม่นกว่ากัน ซ้อมไว้ ๆ ก่อนยิงนกนั่นเด่   เอกซึ่งขณะนั้นอยู่ใกล้ตั้มสุด   พูดแทรกว่า เห้ยยย บักม่วงสวนเพิ่น บักม่วงพันธุ์เพิ่นเด้  เพิ่นซิว่าเอาเด้  ป๊อกในฐานะที่ตัวโตพอๆ กับตั้ม จึงพูดขึ้นว่า  บ่เป็นหยังดอก เพิ่นบ่ฮู้ดอก เงียบ ๆ ตี้ล่ะ  มา ๆ  พวกเฮามาลองเบิ่ง ผู้ได่ซิแม่นกว่ากัน...   หลังจากที่ป๊อกพูดจบพวกเราทั้งหมดก็หันสบตากัน  เป็นอันรู้กันว่า การประลองฝีมือยิ่งมะม่วงกำลังจะเริ่มขึ้น....ณ บัดนี้

 

ต้อม ยิงแม่นที่สุด  เอ่ยขึ้นว่า กูยิงแม่นสุดกูยิงก่อนเป็นคนแรกเด้อ  เดี่ยวซิประเดิมให้เบิ่ง..ตั้งใจเบิ่งเด้อพวกสูเป็นขวัญตา    หลังจากต้อมพูดเสร็จ  ต้อมก็จับหนังสะติ๊กใส่ลูกหิน เล็งอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็ยิงออกไป   ทันใดนั้นมะม่วงก็ล่วงหล่นลงมาสู่ภาคพื้นอย่างง่ายดาย  พวกเราทุกคนต่างเฮกันลั่นทุ่ง  พลันเสียงเอกแทรกขึ้นว่า สุดยอดดดดด ๆ   และแล้วต้อมก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวังเช่นเคย    / 

คิวต่อไปคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ใหญ่ของเรา...ตั้ม  ฝีมือตั้มนั้นถือได้ว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน เป็นรองก็แต่ต้อม  ตั้มเอ๋ยขึ้นว่า  บัดทีนี้ตากูเด้อ  พวกสูตั้งตาเบิ่งให้ดีหนะ เดี่ยวซิแนมบ่ทันเด้ มันเร็วเด้ พลางหัวเราะไปด้วย   ตั้มไม่รอช้าใส่ลูกหล่อ (ลืมบอกท่านผู้อ่านไป ตั้ม  มันไม่เคยใช้ลูกหิน มันจะใช้แต่ลูกหล่อ (ดินเหนียวกลม ๆ) ที่มันทำตากไว้ที่บ้านมัน จนแม่มันด่า และที่สำคัญมันไม่ให้พวกเราใช้ลูกหล่อของมันด้วยนะ ...มันห่วงมาก) จากนั้นก็เล็งอยู่ครู่หนึ่ง พลางงึมงำ ๆ ว่า ตั้งตาเบิ่งให้ดีนะ ทันใดนั้นก็ปล่อยลูกหล่อออกไปจากหนังสะติ๊ก  ไม่นานมะม่วงพันธุ์ดีนั้นก็ล่วงหล่ยลงมาสู่พื้นอีกลูก ตามต้อมมาติด ๆ  พวกเราทุกต่างพากันเฮลั่นทุ่ง พลางเสียงตั้มก็พูดขึ้นว่า..เป็นได่ ๆๆๆ บอกสูแล้ว  จิ๊ป ๆ  (ขณะนั้นในใจของผู้เขียนหมั่นใส้มันนิด ๆ ก็ใช่หนะซี บ้านมันรวย มันมีหนังสะติ๊กดี ๆ มันมีลูกหล่อด้วย มันก็ยิงโดนหนะซิ..ผู้เขียนคิดในใจพลางแอบยิ้มนิดๆ)    คิวต่อไปก็เป็นอันรู้กันของพวกเราตามธรรมเนียม...ก็ต้องเป็นป๊อก  ฝีมือป๊อกนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน  ป๊อกเป็นคนไม่ค่อยพูด  เงียบ ๆ แต่เฉียบขาด  / ตั้มพูดขึ้นว่า  ป๊อก ๆ ตามึงแล้วเด้บัดทีนี้  ป๊อกซึ่งขณะนั้นก็ดูไม่มั่นใจตนเองสักเท่าไหร่  เมื่อเพื่อนสงสัญญาณดังนั้น  ป๊อกก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า  เดี่ยว ๆ ก็รู้  พลันมองมาทางผู้เขียน แล้วพูดขึ้นว่า ขอลูกหินแน่  ตอนแรกผู้เขียนกะจะให้ลูกหินที่ผู้เขียนถือติดมืออยู่  มันกลมมาก กลมกว่าทุกก้อน  คิดไปคิดมาไม่ให้ดีกว่า เลยล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบออกมาลูกหนึ่งยื่นให้ป๊อก   ป๊อกก็รีบคว้าโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงก้อนหินแม้แต่น้อยว่าจะกลมหรือเปล่า  พลันหยิบใส่หนังสะติ๊ก  เล็งอย่างเยือกเย็น...แล้วก็ยิงออกไป   ทันใดนั้นมะม่วงก็หล่นลงพื้นอย่างง่ายดาย  พวกเราพากันเฮลั่น  พลันเสียงป๊อกก็ดังขึ้น  บอกแล้ว ๆ  สุดยอดบ่ ๆ พวกเราทุกคนต่างผงกหัวยอมรับในความแม่นของป๊อก /   คิวยิงต่อไป  ตามธรรมดาแล้วต้องเป็นเอก ...แต่ผู้เขียนแทรกพูดขึ้นว่า เดี่ยวเอก ๆ กูก่อนได่บ่  กูบ่อยากเป็นคนสุดท้ายแหม  เอกก็ผงกหัวรับอย่างจำใจ    ผู้เขียนไม่รอช้า ก้อนหินมีพร้อมอยู่แล้วในมือ พลันคิดในใจว่า ลูกหินกลมขนาดนี้ ไม่ถูกให้มันรู้ไป..หึ ๆๆ  แล้วผู้เขียนก็จับก้อนหินใส่หนังสะติ๊ก เล็งอย่างมุ่งมั่นอยู่นานจนตั้มพูดขึ้นว่า  บัดได่ซิยิง ถ่าโดนแล้วเด้นิ  ผู้เขียนเมื่อถูกกดดันอย่างนั้น ก็ปล่อยลูกหินมุ่งสู่ขั่วลูกมะม่วง ........สักพักเสียงเพื่อน ๆ หัวเราะกันดังลั่น  ต้อมคนที่ยิงแม่นสุดพูดขึ้นว่า กูว่าแล้ว มันบ่แม่นๆ มันยิงหยังก็บ่ถูกดอกบักนี้  ปนเสียงหัวเราะและผงกหัวยอมรับคำที่ต้อมพูดของเพื่อน ๆ  ผู้เขียนก็ได้แต่ยิ้มแฉะ ๆ ปนเสียงหัวเราะของพวกมัน  /  คิวยิงต่อไปคนสุดท้าย เอก...เอกไม่รอช้ารีบคว้าลูกหินใส่หนังสะติ๊ก  เล็งอยู่นาน จนตั้มพูดขึ้นว่า เห้ยยย อย่าลีลาตี้ละ เดี่ยวเพิ่นมาเห็น พวกเฮาซิซวยกันเบิ่ดเด่  เมื่อถูกบีบคันจากเพื่อน ๆ เอกก็จำเป็นต้นปล่อยลูกหิน พุ่งสู่ขั่วของลูกมะม่วง...สักพักเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น   ต้อมพูดขึ้นว่า ไปนำกันเลยสูสองคน ยิงก็บ่แม่น พลางสบตามาที่ผู้เขียน เป็นอันรู้กันว่า ผู้เขียนและเอกเป็นพวกเดียวกัน คือ พวกยิงไม่แม่นนั่นเอง   ผู้เขียนก็แอบยิ้มในใจนิด ๆ พลางคิดไปว่า อย่างน้อย ๆ ก็มีเพื่อนที่ยิงไม่ถูกละ  หึๆๆๆ

หลังจากที่พวกเราได้ประลองฝีมือยิงมะม่วง เพื่อเป็นการซ้อมก่อนออกสนามรบ ก็ได้รู้กันในเบื้องต้นว่าไผเป็นไผ  จากนั้นผู้เขียนก็หยิบมะม่วง 3 ลูกใส่ยาม  และพวกเราทั้งหมดก็ลอดรวดหนามอันแหลมคมออกมาจากสวนมะม่วงนั้น มุ่งหน้าแสวงหาสิ่งที่พวกเราตั้งใจแต่ต้น นั้นคือ นก กระปอม

 พวกเราเดินมาบนคันนา โดยมีต้อมคนยิงแม่นสุดนำหน้า ตามมาด้วยตั้ม ป๊อก เอก และสุดท้ายโดยปริยายคือผู้เขียน  พวกเราเดินมาเรื่อย ๆ ขณะเดินนั้นสายตาของทุกคนก็จ้องมองไปบนต้นไม้ ต้นนั้นต้นนี้   ทันใดนั้นเองก็มีเสียงมาจากคนข้างหน้าดังขึ้นว่า  เฮ้ยยย เงียบบบบ ๆ  เห็นนก ๆ นกเขาๆ  พวกเราเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก็พร้อมใจกันจับอาวุธขึ้นมา (หนังสะติ๊ก)  ต้อมพูดแทรกขึ้นมาว่า  เดี่ยวกูยิงเอง พวกมึงอยู่ซื่อ ๆ เด้อ  จากนั้นต้อมซึ่งอยู่หน้าอยู่แล้ว ก็ค่อย ๆ ย่อม เข้าไปใต้ต้นไม้  จับหนังสะติ๊กเล็งไปที่นกเขาตัวนั้น  เมื่อได้ที่แล้วต้อมก็ปล่อยลูกหินออกไปอย่างรวดเร็ว  ไม่นานนกเขาก็ตกลงมาจากต้นไม้  พวกเราพากัเฮลั่นทุ่ง  ตั้มซึ่งอยู่ใกล้ต้อมที่สุด พูดขึ้นว่า สุดยอด ๆ  จากนั้นพวกเราก็ตรงไปยังที่ที่นกเขาตัวนั้นตกลงมา  เอกพูดขึ้นว่า โดนหัวเลย แม่นอีหลีว่ะ  ในขณะนั้นในใจของผู้เขียนก็แอบชื่นชมในความสามารถของเพื่อนต้อมอยู่เช่นเดียวกัน...

 

เมื่อพวกเราได้นกเขาตัวนั้นซึ่งเป็นตัวแรกของวันนี้แล้ว   ก็พากันเดินต่อไป ไม่นานพวกเราก็มาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง  ซึ่งต้นไม้ต้นนี้พวกเราจะมาแวะทุกอาทิตย์     มาทีไรต้นไม้ต้นนี้จะต้องมีอะไรให้พวกเรายิงตลอด และวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น    ต้อมพูดขึ้นว่า  เฮ้ยยย กระปอม  พวกเราทุกคนต่างรีบส่งสายตามองหาตัวกระปอมบนต้นไม้  พลันเอกก็ชี้ให้ผู้เขียนดู นั่น ๆ  นี่อีกโตหนึ่ง นั่นอีกโตหนึ่ง  รวมแล้วทั้งหมด  3 ตัว  มองจากระยะไกลคาดว่ากระปอมทั้ง 3 ตัว คงจะกำลังหลับเพลินเลย  สงสัยคงไม่รู้ตัวว่าพวกเรามา (ถ้ามันเห็นมันคงพูดกันว่า..มาอีกแล้วเด็กน้อยพวกนี้ เตรียมหลบกันให้ดีนะ)    ตั้มพูดขึ้นว่า   กระจายๆ  ล้อมต้นไม้ไว้    เป็นอันรู้งาน พวกเราล้อมคนละมุม   ต้อมไม่รอช้า สาดกระสุนใส่ตัวแรก นัดเดียวเรียบร้อยตกลงมา อีก 2 ตัว พวกเราที่เหลือก็พากันยิงสนั่น  ยิงเท่าไรก็ยิงไม่ถูก   สุดท้ายก็ไม่พ้นต้อมอยู่ดี    ต้อมพูดบอกพวกเราว่า เห้ยยย ไปยิงด้านพู้น ไล่มันมาทางพี้ เดี่ยวกูซิยิงเอง  พวกเราได้ยินต้อมพูดอย่างนั้น   (ซึ่งเราก็รู้กิตติศัพท์ของต้อมในเรื่องฝีมือ ยิ่งเห็นมาเองกับตาเมื่อสักครู่กับการยิงมะม่วงด้วยแล้ว ก็ต้องรีบทำตามต้อมพูดอย่างง่ายดาย)       พวกเราทั้ง 4 คน ก็ระดมยิงกระปอม 2 ตัว  อย่างไม่ยั้งมือ  กระปอมทั้ง 2 ตัวก็หมดทางไปจำใจต้องไปทางที่ต้อมอยู่     ผลสุดท้ายต้อมก็สอยร่วงทั้งสองตัว    ( ตอนนี้ มาคิดถึงตอนนั้น   ก็น่าสงสารกระปอมทั้ง 3 ตัวนั้น   หรืออีกหลาย ๆ ตัวที่ไม่ได้เอ่ยถึง   คือ เขาก็รักชีวิต หนีตายสุดชีวิต  แต่เขาก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหน อยู่ทางนี้ก็ถูกพวกเรา 4 คนกระหน่ำยิง  พลิกกลับไปด้านนั้นก็ถูกเพชรฆาตมือทอง (ต้อม) สอยซะร่วงเลย )  

 

สุดท้ายกระปอมทั้งสองตัวก็ต้องพบจุดจบ ด้วยมือเพชรฆาตต้อมนั่นเอง....

หลังจากที่พวกเราสอยกระปอมทั้ง 3 ตัวร่วง เอกก็เก็บกระปอมเหล่านั้นเข้าย่าม (ซึ่งเราลงมติกันว่า ย่ามเอกใส่กระปอม ย่ามผู้เขียนใส่นก)  จากนั้นพวกเราก็ออกตะเวนล่านกล่ากระปอมเรื่อยไปจนนกและกระปอมเริ่มจะเต็มย่าม  จนเป็นที่พอใจของพวกเราแล้ว   พวกเราก็พากันกลับบ้าน

พวกเราทั้งหมดเดินกลับมาด้วยความสุขใจ สนุกสนาน ที่ได้เป็นผู้ล่า และอีกไม่นานพวกเราจะได้รับประทานอาหารอันโอชะ  พวกเราเดินเข้ามายังหมู่บ้าน ซึ่งเป็นประจำทุกอาทิตย์ เมื่อพวกเรายิงนกยิงกระปอมได้แล้วพวกเราจะต้องมาบ้านของเอก ซึ่งแม่เอกใจดีมาก ให้พวกเราใช้ห้องครัวเป็นสถานที่ทำอาหารอันโอชะ และบางครั้งแม่เอกก็ช่วยพวกเราทำด้วย  ซึ่งบ้านเอกก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนเท่าไรนัก   เมื่อพวกเราถึงบ้านเอก แม่เอกกำลังนั่งทำอาหารกลางวันอยู่พอดี พวกเราเลยถือโอกาสรวมแจมด้วยเลย /   เอกเมื่อวางย่างลงแล้ว ตะโกนถามแม่ว่า  แม่ ๆๆ พวกผมออกไปยิงนก เห็นรถตู้แลนมา พวกผมพากันหลบอยู่หัวคันนา ย่านเกือบตาย แมนรถเขามาหยังแม่...แม่เอกหัวเราะพลางพูดออกมาว่า  รถหมอเพิ่นมาจากอำเภอ เพิ่นซิมาฉีดยาบาดทะยักพวกมึงนั่นเด่...มื้ออื้นบ่แม่เต้ เห็นครูเพิ่นประกาศอยู่มื้อเช้านี่   พวกเราทั้งหมด ยกเว้นตั้มคนโตสุด ซึ่งไม่กลัวเข็ม  ต่างพากันเงียบเมื่อสิ้นเสียงแม่เอกพูด และสบตากันอย่างเข้าใจ ..และรู้ใจในชะตากรรมในวันวันพรุ่งนี้

"นกไม่รู้กี่ชีวิต กระปอมไม่รู้กี่ชีวิต (นี่ยังไม่รวมสัตว์อื่น ๆ)  ที่ต้องมาตายเพราะคมกระสุนหนังสะติ๊กของพวกเรา  ที่พวกเราทำไปนั้น พวกเราเป็นเด็กยังไม่รู้บาปบุญคุณโทษ  พวกเราทั้งหมดขออโหสิกรรมจากท่าน กรรมที่พวกข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่าน  ขอท่านจงอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วยเทอญ"

 

พรุ่งนี้จะเป็นยังไง ? หมอจะได้ฉีดยาพวกเราไหม..?   โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ /

 

 

 

 

ตอนที่ 3  เข็มฉีดยา

 

ในวันนั้น หลังจากที่พวกเรายิงนกกระปอมได้พอสมควรแล้ว  พวกเราก็บ่ายหน้ามุ่งสู่บ้านของเอก  เพื่อเอานกกระปอมที่พวกเรายิงได้นั้นมาทำอาหาร   ซึ่งก็เป็นประจำทุกอาทิตย์ที่พวกเราจะมาทำอาหารที่บ้านของเอก   เมนูวันนี้พวกเราลงมติกันว่าจะทำผัดเผ็ด  แต่พวกเราไม่มีใครทำเป็นเลย เลยบอกเอกให้ไปขอร้องแม่เอกช่วยทำให้หน่อย  แม่เอกก็แสนจะใจดี ทำให้พวกเรากินทุกอาทิตย์เลย

 

หลังจากที่แม่เอกทำเสร็จแล้วก็เรียกพวกเราไปเอาในครัว เอกซึ่งเป็นเจ้าของบ้านก็อาสาไปเอา พวกเราก็นั่งรออยู่บนเตียงข้างบ้านอย่างใจจดใจจ่อ  ไม่นานเอกก็เดินมาพร้อมกับจานผัดเผ็ดนก พร้อมกระติ๊ปข้าวเหนียวกล่องโต   พลั้นเสียงตั้มพี่ใหญ่ของเรา พูดขึ้นว่า หอม ๆ เป็นตาแซบๆ  พวกเราทุกคนนั่งล้อมวง เปิดกระติ๊ปข้าวเหนียวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย   กินไปได้สักพัก เอก พูดขึ้นว่า  มื้ออื้นหมอมาฉีดยา เฮาซิพากันเฮ็ดจังได่ดี ย้าน ๆ เข็ม  ตั้มแทรกขึ้นว่า พวกมึงซิพากันย้านเฮ็ดหยัง ซำเข็มซือ ๆ (แปลไทย  พวกมึงจะพากันกลัวไปทำไม แค่เข็มเฉย ๆ )  พวกเราทั้ง 4 คน ก็ได้แต่มองหน้ากัน แล้วก้มหน้าก้มตากินต่อไป

 

กินไปสักพักป๊อกพูดขึ้นว่า  หมอเพิ่นซิฉีดยาตั้งแต่ป.ได่ก่อน (แปลไทย หมอจะฉีดยาตั้งแต่ประถมไหนก่อน)   ผู้เขียนซึ่งระหว่างนั้นอยู่ใกล้ป๊อก จึงพูดปลอบใจตัวเองและเพื่อน ๆ ไปว่า  กะหน้าซิฉีดตั้งแต่ ป.1 แล่วมาก่อน พวกเฮา ป.5 ช่วงบ่ายพู้นละมั่ง  พลางอุ่นใจนิด ๆ ที่ได้พูดออกไป

 

พวกเราสนทนากันเรื่องหมอจะมาฉีดยาในวันพรุ่งนี้  ทั้งกินไปด้วย ทั้งคุยกันไปด้วย อย่างออกรสชาติ  ผู้เขียนก็กินผัดเผ็ดข้าวเหนียวร้อน ๆ คุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน แต่ภายในใจประหวั่นพรั่นพีง ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ   หลังจากพวกเรากินผัดเผ็ดนกเสร็จพวกเราก็ลาแม่เอกขอบคุณที่ทำผัดเผ็ดให้พวกเรากิน   เอาเจ้าของบ้านก็พูดขึ้นก่อนพวกเราเดินจากมาว่า  พ้อ..กันมื้ออื่นเด้อ... จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไปบ้านใครบ้านมัน  (บ้านกำนันไม่ต้องไป..) 

 

ผู้เขียนก็เดินกลับมาบ้าน  ซึ่งบ้านของเอกก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนมากนัก  เดินมาพลางในใจก็อดนึกถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ได้ ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เล้ยยย    สักพักก็เดินมาถึงบ้าน  วางอาวุธ (หนังสะติ๊ก)  และย่ามลงบนเตียงข้างบ้าน..   พลันได้เสียงแม่เรียกมาแต่ไกล " ไปไซมา มากินข้าว ๆ" ผู้เขียนก็เดินไปตามเสียงของแม่ที่เรียกนั้น    "เป็นจั่งได่พากันไปยิงนก พากันได่แน่บ่ละ"  แม่เอ่ยถาม   ผู้เขียน. ได้หลายโตอยู่แม่  พากันไปเฮ็ดกินอยู่บ้านบักเอก กินแล้วกะมานี่ละแม่  "ช่วงบ่ายไปเลี้ยงควายให้แม่แน่เด้อหล่า" แม่พูดขึ้น  ผู้เขียน.  ครับแม่ 

 

ช่วงบ่าย ผู้เขียนก็ออกไปเลี้ยงควายตามคำที่แม่บอก  ทุ่งนาก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน   ควายของผู้เขียน มี 4 ตัว  ทุ่งนาอีสานช่วงเดือน พฤษภา - มิถุนา ฝนเริ่มตกมาบ้าง  บางนาก็เริ่มออกไถนาตนเอง  เสียงกบเสียงเขียดร้องกันระงมทุ่ง    เหมือนจะตะโกนด้วยความดีใจที่ได้เห็นน้ำอีกครั้งหลังจากต้องผ่านหน้าแล้งอันแสนทรหด  ฟัง ๆไปเสียงกบเสียงเขียดก็เพราะดีไปอีกแบบ   ควายก็กินหญ้าเรื่อยไป  ไม่นานพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ เป็นสัญญาณว่าจะค่ำแล้ว  ผู้เขียนก็เอาควายกลับเข้าคอก   ในตอนนั้นบ้านผู้เขียนใต้ถุนจะเป็นคอกควาย บนบ้านก็เป็นที่นอน  

 

หลังจากเอาควายเข้าคอกแล้ว  ก็อาบน้ำอาบท่า  กินข้าว    หลังจากกินข้าวเสร็จเป็นประจำทุกวัน ผู้เขียนก็จะขอร้องแม่ให้พาไปดูโทรทัศน์บ้านข้าง ๆ (สมัยผู้เขียนเป็นเด็ก ทั้งหมู่บ้านจะมีโทรทัศน์อยู่ไม่กี่หลัง)  แม่ผู้เขียนก็ไม่อยากให้ผู้เขียนไปเท่าไรนัก  แม่ให้เหตุผลว่าไม่ใช่บ้านของเราลูก และอีกอย่างกว่าละครจะจบก็สามทุ่มสี่ทุ่มเกรงใจเจ้าของบ้าน  แม่พูดบอกอย่างนี้ทุกวัน ๆ  ผู้เขียนก็อ้อนวอนไปทุกวัน ๆ และแม่ก็จำเป็นต้องพาไปทุกวันเหมือนกัน  นึก ๆ ย้อนกลับไปดูก็นึกเห็นใจแม่ที่คอยบอกเตือน แต่เราไม่เคยฟังเลย ดันทุรังจะไปให้ได้อย่างเดียว  และแม่ก็พาไปกว่าจะกลับมาก็ละครจบ

 

รุ่งเช้า.. วันที่ไม่อยากให้มาถึงก็มาถึงจนได้  ผู้เขียนตื่นมาด้วยใจประหวั่นพรั่นพรึ่ง คิดหาวิธีจะทำยังไงดีจะไม่ถูกหมอฉีดยาในวันนี้   ทันใดนั้นสมองอันน้อยนิดก็คิดขึ้นได้ว่า  ต้องป่วยไม่สบาย  คิดได้ดังนั้นก็นอนต่อ จนแม่มาปลุกอีกที เลยบอกแม่ไปว่า  เป็นไข้แม่  ปวดหัว  บ่ไปโรงเรียนเด้อครับแม่มื้อนี้  แม่ก็เหมือนจะรู้ทันพูดขึ้นว่า  บ่แม่นย้านหมอมาฉีดยาบ่น้อ บ่ไปโรงเรียน   ผู้เขียน. บ่แมน ๆ ปวดหัวอีหลี  จั่งซั่นก็ไปหายากิน แล้วกะไปนอนพัก  แม่ผู้เขียนเอ่ยขึ้น  เข้าทางเป๊ะ เป็นอันว่าวันนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้ไปโรงเรียน (สมใจ)

 

รุ่งขึ้นวันใหม่...ไปโรงเรียนเพื่อนในชั้น ป.5 ก็คุยกันเรื่องหมอมาฉีดยา จึงได้รู้ว่าไม่มีแต่เราที่ไม่มาคนที่ไม่มาก็หลายคน ทำให้อุ่นใจขึ้นได้บ้าง   เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า  ผู้ได่ยังบ่ทันใด่ฉีดยา  ระวังเด้อ  หมอเพิ่นว่าอาทิตย์หน้าเพิ่นซิมาใหม่ (มารู้ที่หลังว่าวันนั้นเพื่อน ป.5 ที่ไม่ได้มาโรงเรียน รวมผู้เขียน 7 คน)   ผู้เขียนก็ได้แต่กมหน้าและพรั่งพรูในใจ ถ้ามาจริง ๆ อย่างที่เพื่อนพูดเราจะทำยังไงดี ?

 

และแล้วก็เป็นอย่างที่เพื่อนพูดไว้จริง ๆ  วันนั้นเป็นวันพุธ ประมาณสัก 10 โมง กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษ  พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรถตู้คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในโรงเรียน ข้างรถเขียนว่าโรงพยาบาลบัวใหญ่  ชัดเลย แน่นอน รถหมอมาฉีดยาแน่เลย(พรั่นพรึงในใจ)      จะทำยังไงละทีนี้  จะหนีก็ไม่ได้  ครูก็ไม่ได้บอกก่อนด้วยว่าหมอจะมาวันนี้ ...วันนี้เราคงหนีไม่พ้นแน่ ๆ  สักพักครูหน้าห้องก็ประกาศว่า  เด็กนักเรียนคนไหนที่ยังไม่ฉีดยากันบาดทะยักอาทิตย์ที่แล้ว ยกมือขึ้น.. ผู้เขียนก็ต้องยกมือขึ้นโดยดี  โดยมีป๊อก เอก ต้อม และเพื่อนผู้หญิงผู้ชายอีก 3 คน สรุปแล้ววันนั้นชั้น ป.5 มีนักเรียนที่ยังไม่ถูกหมอฉีดยา  7 คน   เมื่อพวกเราทั้ง 7 ยกมือขึ้น  เสียงหัวเราะเยอะเย้ยก็ดังขึ้นจากเพื่อน ๆ ในห้อง  มีคนหนึ่งในห้องพูดขึ้นว่า  มื้อนี้เข็มใหญ่กว่าอาทิตย์ที่แล้วเด้อ ระวังให้ดีเด้อ   เสียงพูดเล่นหรือพูดจริงก็ไม่รู้ของเพื่อน  ทำให้ผู้เขียนเกิดความกลัวขึ้นในใจมากกว่าเดิม 

 

สักพักครูก็บอกให้นักเรียนที่ยังไม่ได้ฉีดยาออกมาหน้าห้อง  พร้อมกันนั้นครูก็บอกเด็กในห้องว่า "พวกเธออยู่ในห้องเงียบ ๆนะ อย่าส่งเสียงดัง ครูจะพานักเรียนพวกนี้ไปฉีดยา" สิ้นเสียงครู เสียงตอบรับจากเด็กทั้งชายหญิงในห้องเรียนก็ตอบกลับมาว่า  ครับ  ค่ะ   จากนั้นครูก็พาพวกเราไปที่ชั้นล่างของอาคารซึ่งเป็นห้องพยาบาล 

 

เมื่อพวกเราไปถึงก็มีเด็กชั้นอื่นมารออยู่ก่อนแล้ว  บ้างก็คุยกันจอแจ  พวกเราชั้น ป.5  ก็ยืนรอ  รอคอย.... แต่เป็นการรอคอยที่ตื่นเต้น ผสมความกลัว  หวาดหวั่นอยู่ในใจ    สักพักครูก็ตะโกนออกมาจากในห้องพยาบาลว่า  เอ้า ป.5 เข้ามา  พวกเราก็ชิงกันไม่อยากเข้าไปก่อน  สรุปคือครูต้องออกมาและจัดเรียงลำดับ  เรียงตามเลขที่.... ครูพูดขึ้นด้วยเสียงดุดัน   พอสิ้นเสียงครูเท่านั้น หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม   เพราะนั้นหมายความว่าผู้เขียนต้องเข้าไปก่อน เพราะผู้เขียนเลขที่ประจำตัวในห้อง ป.5 คือ หมายเลข 6 พวกเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างหลังเลขที่ต่อจากผู้เขียนทั้งนั้น  ต่างดีใจกันเป็นแถว ๆ ที่จะได้เห็นหนูทดลองยาอย่างผู้เขียนก่อน      

 

เมื่อครูพูดอย่างนั้น ไฉนเลยผู้เขียนนักเรียนตัวน้อย ๆ จะทัดทานได้  ก็เดินตามครูไปในห้องพยาบาล  แล้วคุณหมอก็รับช่วงต่อจากครู   อ้าวว เธอยืนตรง ๆ นะ นิ่ง ๆ ไม่ต้องเกรง  เสียงหมอพูดขึ้น สักพักก็เดินไปหยิบสำลี ไปจุ่มอะไรสักอย่าง แล้วเดินมาที่ผู้เขียน  ดึงแขนเสื้อขึ้นตรงไหล่แล้วเอาสำลีมาถูๆ รับรู้ได้ว่าเย็น ๆ   สักพักหมออีกคนเดินมาพร้อมเข็มแท่งโต  ในใจของผู้เขียนตอนนั้น  ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว   ปานประหนึ่งหัวใจจะหลุดออกไปจากตัวยังไงยังงั้น  สักพักหมอก็มาถึงแขน และบอกกำชับอีกว่า นิ่งๆ นะ อย่าดิ้นนะ ดิ้นเข็มหักคานะ  ไม่เจ็บหรอก เหมือนมดกัดนั่นแหละ ถ้าเธอกลัวก็หลับตานะ  ดูซิ ๆ หมอนะหมอ คนยิ่งกลัวๆ ยังมาพูดเรื่องเข็มหักคาอีก ผู้เขียนก็ได้แต่หลับตา จากนั้นไม่นานเข็มอันแหลมคมก็ได้ทิ้มแทงลงบนแขนซ้ายอย่างเยือกเย็น  พลันความเจ็บแป๊ปๆ ก็เกิดขึ้นในใจ  สักพักหมอก็ดึงเข็มออก แล้วเอาสำลีชุ่มด้วยน้ำยามาแช่ไว้ตรงรอยเข็มที่ดึงออกไป  แล้วบอกว่า  เสร็จแล้ว เธอจับสำลีนี้ไว้ก่อนนะ   เสียงนั้นปานเสียงสวรรค์  ผู้เขียนก็ทำตามอย่างไม่รีรอ เอามือขวาจับสำลี พลางเดินยิ้มออกมาจากห้องพยาบาลอย่างโล่งใจ

 

 ไม่นานก่อนมาถึงตรงที่พวกเพื่อนยืนอยู่   ผู้เขียนก็คิดในใจจะแกล้งเพื่อนยังไงดี  พลันสมองอันชั่วร้ายก็นึกขึ้นได้ว่าเราต้องทำท่าเจ็บอย่างหนักให้พวกมันดู  ผู้เขียนก็ทำท่าเจ็บตรงแขน  พลางพูดกับเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงหน้าว่า....เจ็บ ๆ หลาย ๆ ระวังเด้อ เข็มหักคาเด๊   ดูเหมือนคำพูดผู้เขียนจะได้ผล  หน้าตาพวกเพื่อนรู้สึกจะประหวั่นไม่เบาในคำพูดนั้น  จากนั้นผู้เขียนก็เดินยิ้มกลับห้องอย่างสบายอุรา.....ไม่นานพวกเพื่อน ๆ ที่ฉีดยาทีหลัง ก็ตามมาติด ๆ  พร้อมด้วยสำลียาที่ติดมากับแขนทุกคน  เมื่อมาถึงห้องพวกเพื่อน ๆ ที่อยู่ในห้อง ก็พาหัวเราะอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะพี่ใหญ่ของเรา ตั้ม   สรุปแล้ววันนั้นพวกเราทั้ง 7 คน ในห้อง ป.5 โดยเพื่อนล้อตลอดวัน

 

วันรุ่งขึ้นหน้าเสาธง  หลังจากเคารพธงชาติเสร็จแล้ว  ครูใหญ่ก็ประกาศให้พวกเราทราบเรื่องต่าง ๆ ดังเช่นทำมาทุกวัน  "  วันนี้ครูมีเรื่องจะประกาศให้นักเรียนทราบ 2 เรื่องด้วยกัน  เรื่องที่ 1.  โรงเรียนของเราจะส่งนักเรียนเข้าแข่งขันกีฬาประจำปีของตำบล   เรื่องที่ 2  โรงเรียนของเราจะทำเกษตรพืชผักสวนครัวรั่วกินได้   ส่วนรายระเอียดนั้นครูให้ครูทองสุขเป็นคนอธิบาย  " ครูใหญ่พูดขึ้นด้วยเสียงอันน่าเกรงขาม      จากนั้นคุณครูทองสุขก็อธิบายร่ายยาวถึงเรื่องทั้งสองเรื่อง  แต่เรื่องที่อยู่ในใจของผู้เขียนและเพื่อน ๆ ชั้น ป.5 ตอนนั้นคือเรื่องกีฬาที่จะไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ซึ่งโรงเรียนเรานั้น   เรื่องของกีฬาก็ถือได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร  ตามสโลแกนของโรงเรียนว่า " เรียนดี  กีฬาเด่น  เป็นระเบียบ"   

 

การแข่งขันกีฬาประจำตำบลของโรงเรียนจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ



เข้าชม : 5648


Story 5 อันดับล่าสุด

      บทกลอนแบบบ้าน ๆ by วินยธโร ภิกฺขุ ชุดที่ 1 27 / ก.ย. / 2556
      บทความจากเฟสบุ๊ค เรื่อง ขอความเข้าใจ โดย.พระมหาวินัย วินยธโร 24 / ก.ย. / 2556
      สตอรี่บ้านนา โดย. พระมหาวินัย วินยธโร 24 / ก.ย. / 2556
      พุทธประวัติ 31 / ส.ค. / 2555
      ประวัติพระพุทธศสานาในเมืองไทย 30 / ส.ค. / 2555




Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ



 

 
 
Thai Temple

วัดพุทธวิหาร กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

วัดเทวราชกุญชร กทม.

วัดสันตจิตตาราม กรุงโรม อิตาลี

สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงโรม ประเทศอิตาลี

วัดญาณสังวรเวโรน่า อิตาลี

วัดธรรมวิหาร ฮันโนเวอร์ เยอรมนี

วัดพุทธธรรม มิวนิค เยอรมนี

วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค


Dhamma

หมู่บ้านพลัม ตามแนวคำสอนท่านติช นัท ฮันท์

วัดภัททันตะอาสภาราม หลักปฏิบัติแนวสติปัฏฐาน4

ฟังธรรม.com ฟังธรรมะ dowmload ธรรมะ

วัดญาณเวศกวัน พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต

ปฏิจจสมุปบาท

พระไตรปิฏกออนไลน์ 84000 พระธรรมขันธ์

ธรรมจักร

ลานธรรม

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

News

หนังสือพิมพ์ไทยในต่างแดน

ไทยทีวีโกบอลเน็ตเวิร์ก TGN

หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก

สำนักข่าวรอยเตอร์

ดูทีวีออนไลน์ ประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สำนักข่าว INN


 

Watdevarajvenezia Italia
วัดเทราชเวนิส เมืองเตรวิโซ่ สาธารณรัฐอิตาลี
Via Montiron 60, 31056 Roncade Treviso Italia
Tel: +39 389 5071643
WWW.WATVENICE.COM

WebDesign by Modernmonk